headder
 



ทำไมความเข้าใจในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณจึงสำคัญ


อีกหลักการหนึ่งที่ผู้หญิงควรรู้ก็คือการดูดซึมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณหรือใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อย่างไรกับร่างกายของเรา  มีเหตุผลที่ถูกต้องแน่ชัดว่าทำไมความเข้าใจส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณนั้นมีประโยชน์  ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณมีปัจจัยต่างๆมากมายที่มีผลต่อการทำงานของผลิตภัณฑ์ในการต่อต้านความชรา

ส่วนผสมแต่ละอย่างมีความสามารถที่จะกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวหรือซ่อมแซมผิว เช่น  กระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนหรือการผลัดเซลล์ผิวได้จริงหรือไม่  หรือในอีกแง่หนึ่งคือส่วนผสมเหล่านี้ออกฤทธ์จริงหรือ

ส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์มีปริมาณเพียงพอและสูตรของแต่ละผลิตภัณฑ์เสถียรในสภาพแวดล้อมทางเคมีหรือไม่  หรือส่วนผสมที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์นี้จะยังคงความสามารถอยู่หรือไม่เมื่ออยู่บนชั้นวางตามอายุการวางสินค้าโดยทั่วไป  ส่วนผสมเหล่านี้จะด้อยคุณภาพลงหรือไม่เมื่อสัมผัสกับอากาศหรือส่วนผสมตัวอื่น

สารที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์นี้จะซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังได้ดีหรือไม่เมื่อผสมในสูตรผสมผลิตภัณฑ์นั้น

สารที่ไม่ออกฤทธิ์ที่ผสมอยู่จะส่งผลกระทบต่อสารตัวอื่นหรือไม่ 

สารเหล่านี้จะส่งผลร้ายต่อผิวหรือไม่  เช่น เกิดอาการแพ้  แห้งกร้านขาดความชุ่มชื้น  หรือสิว  เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะสมจะต้องมีส่วนผสมที่ออกฤทธิ์หนึ่งตัวหรือมากกว่าในปริมาณความเข้มข้นที่เหมาะสมก่อให้เกิดประสิทธิภาพ  ส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ไม่ควรจะเข้ามาแทรกแทรงหรือกระทบต่อสารที่ออกฤทธิ์  และจะต้องปลอดภัยและมีการเก็บรักษาที่ดีพอ  มีความสเถียร  และสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง  ส่วนผสมทุกชนิดในผลิตภัณฑ์จะต้องปราศจากอันตรายอีกด้วย

จากข้อจำกัดด้านต้นทุนและการทำสูตรผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่ายและอยู่ได้นานบนชั้นวางขาย  ทำให้ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ไม่ตรงตามคุณสมบัติที่ต้องการทั้งหมด  ความเข้าใจรายละเอียดของส่วนผสมต่างๆจะช่วยเราใหหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมหรือใกล้เคียงกับมาตรฐานที่ต้องการได้

 

เปิดเผยความลับรายชื่อส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ




ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณส่วนใหญ่จะบอกส่วนผสมทั้งหมดบนฉลาก ไม่ใช่เพราะบริษัทผู้ผลิตอยากบอกความลับแก่เรา  แต่เป็นเพราะว่ากฎหมายที่ชื่อว่า “The Fair Packaging and Labeling Act” ต่างหากที่กำหนดให้ผู้ผลิตจะต้องระบุส่วนผสมทั้งหมดลงบนฉลาก  รวมทั้งวิธีการใช้

สิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจว่า FDA จัดว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและเครื่องสำอางค์ต่างจากยา  ก่อนจะรับรองยา  FDA กำหนดให้มีการพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างเข้มงวด  อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณไม่ได้มีข้อกำหนดเหล่านี้  ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความแตกต่างระหว่างส่วนผสมที่ออกฤทธิ์และไม่ออกฤทธิ์ระบุไว้บนฉลาก 

ทำให้รายชื่อส่วนผสมทั่วไปมีอยู่บนฉลากของทุกผลิตภัณฑ์  ไม่ว่าจะออกฤทธิ์หรือไม่ก็ตาม รวมกันอยู่จนไม่เห็นความแตกต่างใดๆ  ดังนั้น  ขั้นแรกในการตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์คือดูว่ามีสารที่ออกฤทธิ์อยู่ในรายชื่อส่วนประกอบเหล่านั้นหรือไม่ เช่นผลพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ  ถ้าหากไม่รู้ว่าส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ตัวใดที่ควรมองหาให้ดูที่ Anti-aging Treatment หรือ Skin Rejuvenation Infopack

เมื่อคุณพึงพอใจกับส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ในรายชื่อบนฉลากแล้ว  คุณต้องดูต่อไปว่าส่วนผสมนี้มีปริมาณเพียงพอหรือไม่  ถ้าโชคดีความเข้มข้นของส่วนผสมนี้อาจจะติดอยู่บนฉลาก  แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่พบ  ตาม The Fair Packaging and Labeling Act รายละเอียดส่วนผสมจะแสดงส่วนผสมที่มีความเข้มข้นสูงสุด  มักจะเป็นน้ำ  น้ำมัน  และพาหะอื่นๆ  แล้วไล่ลงมามาจบลงที่ส่วนที่น้อยที่สุด  คุณไม่ควรคาดหวังว่าจะได้พบส่วนผสมที่ออกฤทธ์ที่คุณต้องการจะอยู่ในลำดับต้นๆในรายการ  เพราะส่วนผสมบางตัวใช้เพียงปริมาณเล็กน้อย  เช่น เอสโตรเจน  อาจจะอยู่ในลำดับท้ายๆในรายการที่ยาวเป็นหางว่าวก็ได้  แต่ส่วนผสมบางตัวจะต้องมีความเข้มข้นมากพอถึงจะมีประสิทธิภาพ  เช่น  วิตามินซี (L-ascorbic acid) จะต้องมีความเข้มข้นอย่างน้อย 10%  และ alpha lipoic acid อย่างน้อย 1%  ตำแหน่งของส่วนผสมบนฉลากเป็นเพียงแนวคิดคร่าวๆที่จะบอกความเข้มข้นที่เพียงพอของผลิตภัณฑ์  ฉะนั้นเราจึงควรถามบริษัทผู้ผลิตหรือขอให้บอกปริมาณความเข้มข้นที่ถูกต้อง

มีข้อยกเว้นในการจัดลำดับความเข้มข้นในรายการบนฉลาก ดังนี้

ถ้าส่วนผสมตัวหนึ่งถูกจัดว่าเป็นยา  ส่วนผสมตัวนี้จะถูกระบุไว้เป็นลำดับต้นที่สำคัญกว่าสารตัวอื่นโดยไม่คำนึงถึงความเข้มข้น  ตัวอย่างสารที่รู้จักกันดีคือ เรตินเอ ซึ่งมีสารออกฤทธิ์ชื่อว่า tretinoin ถูกจัดว่าเป็นยา

สิทธิบัตรหรือสูตรลับอื่นๆก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยในฉลากส่วนประกอบของสารออกฤทธิ์แต่บริษัทจะต้องขึ้นทะเบียนกับ FDA

สีและน้ำหอมส่วนใหญ่จะอยู่ในลำดับท้ายๆของรายการโดยไม่ระบุความเข้มข้น  เพราะมีปริมาณน้อยมาก

สารออกฤทธิ์บางตัวจะถูกระบุไว้บนฉลากแยกออกไป เช่น สารป้องกันรังสียูวีที่อยู่ในผลิตภัณฑ์กันแดด

ส่วนผสมที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า 1% อาจจะถูกระบุอยู่ท้ายรายการส่วนผสมที่ยาวเหยียด

ส่วนผสมหลายอย่างมีความสัมพันธ์กันแต่อยู่ในสูตรเคมีที่ต่างกัน เช่น วิตามินเอ สามารถอยู่ในรูป retinol, retinal หรือ retinyl palmitate  ส่วนผสมที่ทำหน้าที่เหมือนกันอาจจะถูกระบุแยกออกจากกันจากส่วนผสมที่ซับซ้อน

ขั้นตอนสุดท้ายในการสำรวจรายการส่วนผสมคือดูทั้งหมดหรืออย่างน้อยก็ดูส่วนผสมที่มีความเข้มข้นสูงสุด และแน่ใจว่าส่วนผสมเหล่านี้เข้ากันได้กับผิวคุณ  หลีกเลียงผลิตภัณฑ์ที่มีสารที่คุณแพ้  อ่อนไหว  หรือมีอาการต่อต้านกับสารตัวนั้น  หากคุณกำลังมีสิวอักเสบก็หลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง หรือก่อให้เกิดสิว  สารบางตัวสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อผิวได้จึงควรหลีกเลี่ยงแม้คุณไม่เคยมีอาการแพ้สารเหล่านั้น
 

การทำงานของส่วนผสมต่างๆ ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ



คำอธิบายกลุ่มของส่วนผสมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณแบ่งตามการทำงานและการออกฤทธิ์

Antioxidants: สารต้านอนุมูลอิสระ  เป็นสารที่มีสถานะเป็นอิสระ  การเกิดอนุมูลอิสระเป็นกลไกสำคัญที่ก่อให้เกิดความชรา

Binding Agents: เป็นสารที่ประสานผลิตภัณฑ์เข้าไว้ด้วยกันและป้องกันการแยกตัวของน้ำและองค์ประกอบของไขมัน (lipid)  สารประกอบที่สำคัญในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวคืออิมัลชัน (emulsifiers)

Bioactive Agents: เป็นสารที่ทำงานในกระบวนการชีวภาพ เช่น growth hormone

Delivery Enhancers/Systems: เป็นสารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังและเซลล์ผิวภายใน

Emulsifiers: อิมัลชั่นเป็นการผสมกันของน้ำและน้ำมัน  อิมัลชั้นเป็นที่นิยมในสูตรผลิตภัณฑ์ดูแลผิวส่วนใหญซึ่ง่ประกอบด้วยสารละลายของน้ำมัน  ครีมและโลชั่นส่วนมากก็จะเป็นอีมัลชั่น  อย่างไรก็ตาม อีมัลชันไม่เสถียรและแตกตัวเร็ว  อิมัลซิฟายเออร์เป็นสารที่ทำให้อิมัลชั่นมีความเสถียรและป้องกันผลิตภัณฑ์ไม่ให้แยกตัวออกจากกัน

Emollients: เป็นสารที่ทำให้ผิวเรียบและอ่อนนุ่ม  emollients มีหลายชนิด  แต่ละชนิดก็จะเหมาะกับสภาพผิวที่ต่างกันออกไป

Humectants: เป็นสารที่สามารถดึงดูดน้ำในอากาศ  โดยทั่วไปคือมอยซ์เจอไรเซอร์

Lubricants:  เป็นสารที่ทำให้ผิวรู้สึกเรียบลื่นเมื่อสัมผัสและลดความหยาบกร้าน เช่น ครีมทามือ

Preservatives:  เป็นสารกันบูด  ที่ฆ่าและป้องกันเชื้อแบคทีเรีย  ยีสต์ และรา

Solvents:  เป็นสารที่ทำให้ส่วนผสมอื่นละลายได้ เช่น น้ำ  แอลกอร์ฮอล์

Surfactants:  เป็นสารลดแรงตึงผิวที่ละลายอยู่รวมกัน  ทำให้ทาผลิตภัณฑ์ลงบนผิวได้ง่าย

Vehicle:  เป็นตัวที่นำพาสารออกฤทธิ์เข้าสู่ผิวหนัง

Vitamins, Nutrients, Metabolites:  เป็นกลุ่มสารที่ทำหน้าที่เฉพาะในการเร่งปฎิกิริยาการทำงานของเซลล์ผิว
 


ส่วนผสมที่อาจจะเป็นอันตราย


เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดความสมดุลในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณเมื่อผู้ผลิตต่างอ้างว่าผลิตภัณฑ์ของตนปลอดภัย  และการศึกษาส่วนใหญ่ก็จะศึกษาถึงการเกิดพิษในการใช้ปริมาณมากหรือความเข้มข้นสูง  ซึ่งไม่สอดคล้องกับการใช้ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคที่ใช้ปริมาณน้อยแต่ใช้เป็นระยะเวลานาน

Systemic toxicity

การเกิดพิษอย่างเป็นระบบ  หมายถึง  สารพิษเข้าสู่กระแสเลือด  ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย  ทำลายอวัยวะต่างๆ มากกว่าผิวหนัง  ยังไม่พบว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่วางขายตามท้องตลาดจะก่อให้เกิดพิษอย่างเป็นระบบนี้  แต่อย่างไรก็ตาม ครีมฮอร์โมน อาจจะทำให้เกิดพิษชนิดนี้ได้  ดังนั้นคุณจึงควรตรวจสอบกับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน

สารธรรมชาติกับสารสังเคราะห์

บางคนเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากธรรมชาติทุกชนิดมีประสิทธิภาพกว่าสารสังเคราะห์  และเชื่อว่าสารสังเคราะห์ทุกชนิดเป็นอันตรายต่อผิว  แต่โดยความเป็นจริงแล้วมีความซับซ้อนกว่านั้น  ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถสกัดสารที่เป็นประโยชน์จากธรรมชาติหรือสังเคราะห์สารในห้องทดลองได้  การนำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมาใช้โดยตรงอาจไม่เกิดประโยชน์หรืออาจเป็นพิษได้เช่นกัน  เนื่องจากสารธรรมชาติบางตัวไม่อาจสกัดออกมาได้  ที่สำคัญคือสารธรรมชาติเสื่อมสลายได้ง่าย  สรุปได้ว่าแต่ละคนต้องตัดสินใจว่าจะใช้สารจากธรรมชาติหรือสารสังเคราะห์แล้วแต่กรณีไป  เช่น  วิตามินอีธรรมชาตินั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินอีสังเคราะห์  แต่สำหรับครีมป้องกันริ้วรอยที่มี tretinoin มีเฉพาะที่เป็นสารสังเคราะห์เท่านั้น

การเสียหายของผิว (Low level skin damage) ***

ผิวอาจเกิดความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ จากการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ  ที่มีส่วนผสมมากมายเหล่านั้น  การสร้างสมดุลให้กับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นเรื่องยากและไม่สามารถตัดสินได้อย่างชัดเจนว่าผลสุดท้ายที่ได้นั้นคุ้มค่า

 


ส่วนผสมที่ควรหลีกเลี่ยง


Imidazolidinyl Urea and Diazolidinyl Urea: เป็นสารกันบูดที่อาจจะปล่อย formaldehyde ที่มีผลให้เกิดความเสียหายของผิวเล็กน้อยแต่เป็นระยะยาว  มีชื่อทางการค้าสองชื่อคือ Germall II  และ  Gemall 115

Sodium Lauryl Sulfate:  เป็นสารฟอกขาว  ปลอดภัยเมื่อใช้ในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น  หากสัมผัสเป็นเวลานานจะทำให้เกิดการแพ้  แห้ง  และความเสียหายอื่นๆต่อผิว

Mineral oil: petroleum derived hydrocarbons; ทำให้เกิดสิว

Synthetic colors:  สารแต่งสี  แม้จะปลอดภัยแต่ก็เป็นสารที่ไม่มีประโยชน์ต่อผิว  หากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง

Synthetic Fragrances:  สารแต่งกลิ่น

Ethanolamines (Monoethanolamine aka MEA, Diethanolamine aka DEA, Triethanolamine aka TEA):  เป็นสารคงสภาพ pH เมื่อสัมผัสกับอากาศอาจเกิดการแพ้หรือเกิดพิษได้

Paraben (e.g. Methyl, Ethyl, Propyl and Butyl Paraben): เป็นสารกันบูดที่ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียและยืดอายุของผลิตภัณฑ์ให้สามารถวางบนชั้นวางได้นานขึ้น

 

Sunblocks/Suncreens




ในส่วนนี้จะครอบคลุมข้อมูลการใช้ตัวนำสารป้องกันแสงแดดอย่างกว้างๆ โดยแบ่งกลุ่มตามชนิดและความกว้าง  ก่อนที่จะหาสารป้องกันรังสียูวีเฉพาะบุคคล  เราอยากแนะนำให้อ่านบทความเรื่องสารป้องกันแสงแดดทำงานอย่างไร?

Physical:  zinc oxide,  titanium dioxide,

Chemical:  avobenzone (Parsol, Eusolex, Escalol),  bemotrizinol (Tinosorb S),  benzophenone-3 (Oxybenzone),  benzophenone-4 (Sulisobenzone),  ecamsule (Mexoryl SX),  phenylbenzimidazole sulfonic acid (ensulizole),  homosalate,  octyl methoxycinnamate (octinoxate),  octyl salicylate (octisalate),  octocrylene

Hybrid:  bisoctrizole (Tinosorb M)

UVB blockers:  phenylbenzimidazole sulfonic acid (ensulizole),  homosalate,  octyl methoxycinnamate (octinoxate),  octyl salicylate (octisalate),  benzophenone-3 (oxybenzone),  benzophenone-4 (sulisobenzone)

UVA blockers:  avobenzone (Parsol, Eusolex, Escalol),  ecamsule (Mexoryl SX),

UVA+UVB blockers:  zinc oxide,  titanium dioxide,  bisoctrizole (Tinosorb M),  bemotrizinol (Tinosorb S),  octocrylene